หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประเภทของสปอร์ตไลท์

                 ประเภทของสปอร์ตไลท์

ฟลัดไลท์ (Flood Lightเป็นคำที่นิยมเรียกกันในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยจะนิยมเรียกกันว่า สปอร์ตไลท์ โดยทั่วไปสปอร์ตไลท์มีหน้าที่ให้แสงสว่างในพื้นที่กว้าง สามารถปรับหมุนองศา เพื่อให้แสงไฟส่องไปในทิศทางที่ผู้ใช้งานต้องการ สามารถใช้งานได้ทั้งภายนอกอาคารเช่น ไฟสปอร์ตไลท์ส่องป้ายโฆษณา ไฟสปอร์ตไลท์สนามฟุตบอล และ ภายในอาคาร โดยเราสามารถแบ่งประเภทของสปอร์ตไลท์ได้เป็น 5 ประเภท จากการผลิตและการใช้งานดังนี้
ตัวอย่าง หลอดไส้
            1.หลอด Incandescent หรือที่เรียกกันว่า หลอดไส้ เป็นหลอดไฟที่ใช้กันมามากกว่า 90 ปี เป็นหลอดไฟทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน นิยมนำมาใช้ในครัวเรือนสูงถึง 85%ภายในหลอดเป็น ไส้ที่ทำจากทังสเตน ให้ความร้อนสูงมากประมาณ 100 - 400 องศาเซลเซียส แต่ประสิทธิภาพในการส่องสว่างต่ำ เพียง 10-15 lm/W ดังนั้นเมื่อมีความร้อนสูงมากระหว่างการส่องสว่างจึงเท่ากับว่ามีการสูญเสียพลังงานมากด้วยเช่นกัน แม้ว่าหลอดประเภทนี้จะมีราคาถูก แต่อายุการใช้งานจะสั้น ประมาณ 750 ชั่วโมง ซึ่งหลอดไส้จะมีหลายวัตต์และหลายขนาดแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน สามารถใช้ได้ทั้ง ภายใน และ ภายนอก หลอดไส้บางประเภทจะทนทานต่อแสงภายนอกและสามารถทำให้มืดลงได้ตามความต้องการ
ตัวอย่าง หลอดฮาโลเจน
             2. หลอดฮาโลเจน มีลักษณะเหมือนกับหลอดไส้ ที่ไส้หลอดทาด้วยทังสเตน แต่บรรจุสารตระกูลฮาโลเจน ซึ่งจะแผ่ความร้อนออกมากจากใยลวดเส้นบางๆ ที่ผลิตจากแก้วหิน รอบล้อมไปด้วยแก๊สฮาโลเจนที่มีส่วนช่วยรักษาใยลวดเพื่อป้องกันการระเหิดตัวของไส้หลอด มีประสิทธิภาพดีกว่าหลอดไส้ปกติ 2-3 เท่า หรือประมาณ 1500 – 3000 ชั่วโมง หลอดฮาโลเจนสามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอก โดยหลอดไฟประเภทนี้จะให้ความร้อนมากกว่าหลอดไส้ และนิยมใช้ตามสนามบิน และ งานส่องเน้น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์บางชนิด เครื่องฉายสไลด์ เป็นต้น แต่ทั้งนี้หลอดฮาโลเจนจะไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 
ตัวอย่าง หลอดโซเดียม
            3.หลอดเมทัลฮาไลด์ หลอดโซเดียม หลอดแสงจันทร์  นิยมใช้ในการส่องสว่างตามท้องถนนและโรงงานอุตสาหกรรม หลอดไฟประเภทนี้ กินไฟเป็นอย่างมากประมาณ  400 - 500 Watt และขณะใช้งานจะมีอุณหภูมิของหลอดร้อนมากประมาณ 100 - 400 องศา ซึ่งมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2-3 ปี
ตัวอย่าง หลอดฟลูออเรสเซนต์
            4.หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) หรือที่เรียกกันว่า หลอดนิออนหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะมีวิธีการผลิตแสงไฟแตกต่างจากหลอดไส้ และ หลอดไฟฮาโลเจน โดยหลอดฟลูออเรสเซนต์ จะใช้กระแสไฟเพื่อกระตุ้นก๊าซภายในหลอด ให้ผลิตแสงไฟ ซึ่งหลอดฟลูออเรสเซนต์จะไม่สามารถปรับแสงให้สลัวได้ อีกทั้งหลอดไฟประเภทนี้จะให้ความร้อนมากกว่าหลอดไฟทั้งสองประเภทที่กล่าวมาข้างต้น โดยหลอดฟลูออเรสเซนต์จะสามารถประหยัดพลังงานได้ประมาณ 75%  แต่ทั้งนี้หลอดฟลูออเรสเซนต์ ก็ยังคงไม่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม
ตัวอย่าง หลอด LED
            5.หลอด LED / แอลอีดีLED ย่อมาจาก Light Emitting Diode จะมีลักษณะการให้แสงสว่างที่แตกต่างจากหลอดไฟประเภทอื่นโดยหลอดแอลอีดีจะใช้ไฟปล่อยผ่านไดโอด (แอลอีดี) แทนการกระตุ้นผ่านใยลวด หรือก๊าซ ซึ่งแอลอีดีจะปล่อยพลังงานให้ผ่านสารกึ่งตัวนำ เพื่อผลิตกระแสไฟ หลอดไฟแอลอีดีสามารถปรับระดับการส่องแสงได้ตามความต้องการ อีกทั้งยังประหยัดพลังงาน เพราะให้ค่าพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำ แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ข้อเสียของหลอดประเภทนี้จะมีราคาแพงมากกว่าหลอดประเภทอื่น แต่ก็ถือว่าคุ้มค่ามากกว่าหลอดประเภทอื่น ดังนั้นหลอดไฟประเภทนี้จึงเป็นที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น อีกทั้งยังมีหลายขนาดทั้งสปอร์ตไลท์LED 50 watt  สปอร์ตไลท์LED 100 watt สปอร์ตไลท์LED 150 watt สปอร์ตไลท์LED 200 wattสามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับความต้องการ  

           แม้ในปัจจุบันราคาของหลอดไฟ LED จะมีราคาสูงกว่าหลอดทั่วไป แต่ถ้าเปรียบเทียบเรื่องระยะเวลาการใช้งาน นับว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อีกทั้งยังมีข้อดีต่างๆเช่น ความประหยัด เพราะใช้พลังงานน้อยมาก แต่ให้ประสิทธิภาพในการส่องสว่างสูง  ด้านความสว่าง ที่สามารถส่องสว่างได้ทันทีโดยไม่ต้องกระพริบก่อน ทั้งยังไม่ปล่อยรังสี UV  ด้านความคงทน โดยสามารถทำงานได้ยาวนานที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับหลอดชนิดอื่นๆ และด้านสิ่งแวดล้อม ถือได้ว่าหลอดชนิดนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากความประหยัดด้านพลังงานและความคงทนที่สามารถใช้ได้อย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นการรณรงค์ส่งเสริมให้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟประเภทต่างๆ ถือเป็นอีกวิธีการหนึ่งเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน แค่เปลี่ยนมาใช้หลอด LED ก็ช่วยลดการใช้พลังงานได้แล้ว เมื่อเรารู้จักประเภทของหลอดแต่ละอย่างแล้วเราควรเลือกใช้หลอดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ที่จะใช้งาน เพื่อความคุ้มค่าและความปลอดภัย